เนื่องในโอกาสฉลอง 80 ปี Olympus ทาง โอลิมปัสจึงได้ทำกล้องชี่รี่ย์พิเศษ ในดีไซน์สุด Classic ในราคาที่ทุกคนจับต้องได้ และ ที่หล่อที่สุดแห่งปี วันนี้ทีมงานได้รับกล้อง Olympus PEN-F พร้อมเลนส์ M.ZUIKO DIGITAL 17mm F1.8 และ M.ZUIKO DIGITAL 45 mm F1.8 ถึงแม้จะเปิดตัวและวางขายไปได้สักพักแล้ว แต่ก็เป็นหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจและยังมีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการใช้งาน
สเปค Olympus PEN-F
- เซ็นเซอร์ Live CMOS
- ความละเอียด 20 MP
- High Res Shot 50 MP สำหรับ JPEG และ 80 MP สำหรับ Raw (8 ภาพรวมกัน)
- กันสั่น 5 แกน
- Speed Shutter สูงสุด 1/16000
- ถ่ายต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ภาพต่อวินาที
- Creative Dial
- โฟกัส 81 จุด
- OVF 2.36 ล้านจุด
- หน้าจอสัมผัส 3 นิ้วความละเอียด 1.036 ล้านจุด
- Sync flash speed 1/250
- SD, Micro HDMI, Wi-Fi
- ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด Full HD (60 เฟรมต่อวินาที)
- แบตเตอรี่ 330 รูป ต่อ 1 ก้อน
- น้ำหนัก 427 กรัม

Body สุดหล่อ
ตัวกล้อง Olympus PEN-F เป็นกล้องที่มีดีไซน์ย้อนยุค ที่มีเส้นสายผสมความทันสมัย ด้านหน้า มีปุ่ม Creative Dial แป้นต่างๆ เป็นอลูมิเนียม ดูหรูหรา ด้านบนเป็นแมกนีเชียมอัลลอย การจับถือเนื่องจากไม่มี Grip ทำให้การจับถือด้านหน้าค่อนข้างลำบาก แต่ทาง Olympus ก็แก้ปัญหาด้วยการใส่ Grip ด้านหลัง ให้พอมีที่จับ ทำให้เวลาออกไปใช้งานจริง ไม่มีปัญหาในงานใช้งานใดๆ หรือใครไม่ถนัดจริงๆก็สามารถซื้อ Grip มาใส่ได้
บนตัว Body มีปุ่ม Custom ถึง 4 ปุ่ม ด้านบนมี Dial, ปุ่มชัตเตอร์, ชดเชยแสง, Dial Mode ต่างๆ, ปุ่มอัดวิดีโอด้านขวาและ สวิตช์เปิดิปด ทางด้านซ้าย ส่วนด้านหลังมีปุ่ม Custom (FN2), ปุ่มเลือกการปรับตั้งต่างๆ, Dial, ปุ่ม Zoom, Manu, Info, Delete, Playback และ Arrow pad ด้านบนตรง Grip มีปุ่ม Custom อีกหนึ่งปุ่ม

เม็ดมะยม หรือ Creative Dial
Creative Dial เป็นปุ่มทางด้านหน้าทำให้สามารถปรับสีได้อย่างรวดเร็ว ตัวปุ่มมีขนาดใหญ่พอประมาณเวลาปรับให้ฟีลลิ่งกล้องยุคเก่าๆเท่ไปอีกแบบ โดยมีมาใช้ 5 แบบคือ ปกติ, Art, Ctr, Color และ Mono
Art เป็น Advances Filter หลักๆที่แนะนำคือ Diorama Grainy Film Light Tone, Soft Focus, Partial Color Drama Tone ของจริงมีให้เลือกราว 28 แบบ Mono หรือ การปรับสีขาวดำ

Crt คือการปรับ Tone ให้ไปในสีนั้น โดยเราเลือกได้สีเดียว และ สีที่เลือกจะกระทบทุกสี ส่วน Color สามารถดึงสีใด สีใดสีหนึ่ง (หรือหลายสีพร้อมกัน) ให้โดดเด่นได้ Crt และ Color สามารถปรับได้ละเอียดถึง 30 สี การปรับทั้ง 4 รูปแบบ สามารถปรับ Highlight, Shadow และ Midtone ได้

Sensor 20 MP ตัวแรกของ Olympus
กล้องมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ขนาด Micro Four Third ลักษณะ Live MOS ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นกล้อง Olympus ตัวแรกที่ขยับจากความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ขึ้นมาเป็น 20 ล้านพิกเซล ตัวเซ็นเซอร์ ไม่มี Low pass filter ทำให้ภาพมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น
ISO 80 ถึง ISO 25,600 แต่สำหรับ ISO แบบพื้นฐานจะอยู่ที่ 200-6400 มาพร้อมระบบประมวลผล TruePic VII image processor ระบบประมวลผลที่มีประสิทธิภาพ เก็บรายละเอียด คำนวณโทนของภาพมาให้เหมาะสม และ ทำให้เกิด Noise หรือ จุดรบกวนน้อย

กันสั่น 5 แกน
เซ็นเซอร์ Micro Four Third ต้องยอมรับว่าคุณภาพ อาจจะยังสู้เซ็นเซอร์อย่าง APS-C หรือ Full Frame ไม่ได้ (เซ็นเซอร์ที่ออกมาปีเดียวกัน) แต่สิ่งที่ช่วยให้คุณภาพดีขึ้นในสภาพเดียวกันคือระบบกันสั่น 5 แกน ที่ช่วยในการใช้จริงได้มาก ผมใช้งานกับเลนส์ M.ZUIKO DIGITAL 45 mm F1.8 (เทียบเท่าเลนส์ 90 mm) สามารถถือใน Speed Shutter ราว 1/30 โดยไม่ต้องเกร็งมากนัก กันสั่น 5 แกนถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ถ่ายภาพกลางคืนไม่ต้องใช้ ISO หรือ รูรับแสงกว้างมากนัก
https://www.flickr.com/photos/130601302@N04/31531784200/in/dateposted-public/
ภาพถือถ่ายด้วยเลนส์ 45 mm f/1.8 (เทียบเท่า 90 mm) ด้วย Speed Shutter 1/15
Noise
Olympus ได้กล่าวว่า กล้องตัวนี้ได้พัฒนาประสิทธิภาพขึ้นพอสมควร ในด้านการจัดการ Noise สำหรับประสิทธิภาพใน ISO ต่างๆ ได้ประมาณนี้ครับ
ISO 400
ISO 800
https://www.flickr.com/photos/130601302@N04/31902026995/in/dateposted-public/
ISO 1600
ISO 3200
ISO 5000
ISO 6400
ISO 10000
ISO 16000
ISO 25600
โฟกัสรวดเร็วทันใจ ไม่มีช้า
กล้อง Olympus PEN-F มาพร้อมกับโฟกัสมากถึง 81 จุด เป็นกล้อง Micro Four Third ที่มีจุดโฟกัสเยอะเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียงกล้อง Olympus OMD EM1 Mark 2 เมื่อออกไปใช้งานจริงพบว่า ในหลากหลายสถานการณ์การ โฟกัสได้รวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที แม้ในที่แสงไม่มากนัก

ระบบ Focus มีให้เลือกใช้ 4 แบบ นั้นก็คือ Wide/Zone/Super Spot AF/Small Target AF นอกจากนี้ยังมีระบบโฟกัสในลักษณะ Face/ Eye Detection ทำให้เวลาถ่าย Portrait โฟกัสได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น วัดแสงง่ายยิ่งขึ้น
สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในระบบ โฟกัสก็คือ AF Targeting Pad เมื่อเวลาเราใช้งาน S-OVF หรือ EVF เราสามารถเลื่อนจุดโฟกัสบนหน้าจอได้ แต่ก็มีข้อพึงระวังคือ ไม่เหมาะสำหรับคนมองตาซ้าย และ หลายๆครั้ง จมูกไปโดนหน้าจอแสดงผล ทำให้กล้องอาจจะเลื่อนจุดโฟกัส

Video ฟังก์ชันแจ่ม แต่ไม่มี 4K และ ช่องเสียบไมค์
ตัววิดีโอของกล้อง Olympus PEN-F นั้นสามารถได้ความละเอียดสูงสุดที่ 1080P ที่ 60 fps ความสามารถวิดีโอถือว่าเหลือกินเหลือใช้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า กล้องตัวนี้ทาง Olympus ไม่ได้ออกแบบมาเน้นในงานวิดีโอ สำหรับตัวนี้ ที่ปลื้มมากสำหรับวิดีโอก็คือ ระบบกันสั่น 5 แกน ช่วยให้วิดีโอนิ่งขึ้นมาก สามารถใช้เลนส์ 17 mm 1.8 ถ่ายวิดีโอได้สบาย หากยืนนิ่งๆ ไม่จำเป็นต้องวางบนขาตั้งกล้อง ส่วน Digital IS นั้นค่อนข้างย้วย ทีมงานไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่นัก

หน้าจอ 3 นิ้วพับออกมาได้ แต่อาจไม่เหมาะกับกล้องแนวนี้
หน้าจอของ Olympus PEN-F นั้นเป็นหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 3.0 นิ้ว ตัวหน้าจอสามารถพับออกมาได้ เหมาะกับการถ่ายวิดีโอ และ Macro แต่กล้องตัวนี้หากดูหน้าตาแล้ว ออกมาในลักษณะสำหรับสาย Street ที่เน้นความเร็วในการดึงออกมา ทำให้หากเป็นแบบ Tilt หรือ แบบเดียวกับ Olympus EM10 Mark2 จะทำได้เร็วกว่า แต่ก็แลกมาด้วยความสามารถที่ทำองศาได้มากกว่า จนมันเป็นกล้องที่สามารถพลิกจอมาถ่ายเซลฟี่ได้

หน้าจอ EVF

หน้าจอการแสดงผลของ S-OVF
ทั้งนี้ กล้องตัวนี้ มาพร้อมกับช่องมอง EVF ความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล ขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก เมื่อเทียบกับรุ่นใกล้เคียงกันในค่ายของตัวเองอย่าง OMD EM5 Mark 2 แต่สิ่งที่ได้เพิ่มมาคือ S-OVF เป็นช่องภาพตามที่เราเห็นจริงๆ ที่หลายคนเรียกว่า View Finder บนกล้องกระจกสะท้อน

Silent Shutter
หนึ่งฟีเจอร์ที่ผมชอบมากๆ คือ Silent Shutter เป็นการใช้ Electronic Shutter หรือ ชัตเตอร์ไฟฟ้า ข้อดีคือ ไม่มีเสียงชัตเตอร์ ทำให้สามารถถ่ายในสถานที่ ที่งดใช้เสียงได้อย่างสบายๆ แต่ มีข้อจำกัดอยู่ 2 อย่างคือ เมื่อใช้ Speed สูงๆ ในไฟนีออนจะเป็นเส้น หรือ เกิด Rolling Shutter
อาการจากไฟอีออน
อาการ Rolling Shutter
ทั้งนี้อาการเส้นไฟนีออน และ Rolling Shutter ไม่ใช่ข้อเสียของ Olympus PEN-F นะครับ เป็นทุกกล้องที่ใช้ Electronic Shutter
Mono Chrome
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ผมชอบมากๆคือ Mono Chrome เป็นโหมดสีขาวดำ ผมอาจะอธิบายไม่ถูกว่ามันดียังไง มันดูลงตัวจากหลังกล้อง ไม่ต้องแต่งอะไรเลย ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของกล้องรุ่นนี้ ลองดูภาพตัวอย่างดีกว่าครับ
ปรับทุกสีเป็นสีดำ ยกเว้นสีเหลือง
Raw File
Raw File สำหรับตัวนี้ ประสิทธิภาพ อยู่ในเกณฑ์ทั่วไป สามารถถ่าย Raw แล้วนำกลับมาดึงได้สบายๆ ราว 2-3 Stops แต่ใครที่คาดหวังว่าจะดึง 5 Stops โดยไม่มี Noise คงจะไม่เหมาะ ตัว Olympus PEN-F เป็นกล้องง่ายๆเหมาะกับการจบหลังกล้องเสียมากกว่าหรือปรับแต่งเล็กน้อย

Live Composite
ฟังก์ชัน Live Composite เป็นฟังก์ชั่นเด่นของ Olympus เลยก็ว่าได้ ใครสายถ่ายภาพกลางคืน ถ่ายไฟรถ ถ่ายพลุ ถ่ายดาว ต้องติดใจก็ฟังก์ชั่นนี้แน่นอน สรุปง่ายๆว่ามันจะประหยัดเวลาและเพิ่มความง่ายให้ช่างกล้อง
โดยฟังก์ชั่นนี้จะบันทึกภาพแสงไฟปกติก่อนหนึ่งภาพ และกดอีกรอบก็จะเริ่มบันทึก ต่อแต่จะเก็บเฉพาะส่วนที่สว่างเท่านั้น ทำให้หลังจากถ่ายไม่ต้องใช้โปรแกรมมาซ้อนรูป และ ระหว่างถ่ายก็สามารถนั่งดูภาพสดๆจากกล้องได้เลย มีคลิปตัวอย่างครับ
อีกคลิปจากทริปOlympusร้าน zoomcamera ถ่ายควงไฟด้วยLive Compositeจะเห็นว่ามันแสดงภาพแบบให้เห็นเลย คนควงก็ไม่ใช่ใครพนักงานร้านซูมเนี้ยแหละฮ่า! pic.twitter.com/4OX2BSnPpM
— The Peak Foto (@ThePeakFoto) December 27, 2016
จะเห็นว่าส่วนที่สว่างเพิ่มขึ้นมาจะเป็นแค่ส่วนสว่างเท่านั้น ส่วนมืดก็ยังมืดอยู่ หรืออธิบายอีกหนึ่งสถานการณ์ เช่น การถ่ายฟ้าแลบ หากไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้ต้องรอให้ฟ้าผ่าถึงจะเริ่มกดชัตเตอร์ ยิ่งถ้าอยากได้ฟ้าแลบหลายๆเส้นต้องนำภาพมาซ้อนในโปรแกรม
แต่หากใช้ Live Composite ก็สามารถกดชัตเตอร์ทิ้งไว้ได้เลย พอฟ้าผ่าลงมาเราก็แค่นั่งดูหลังจอ หากพอใจในภาพ แล้วก็แค่กดหยุด แล้วก็จะบันทึกเป็นหนึ่งภาพพร้อมอัพลงโซเชียลได้ทันที สบายกว่าเห็นๆ ฮ่าๆ
แบตเตอรี่
กล้องรุ่นนี้ใช้แบตเตอรี่รุ่น BLN-1 Li-ion Battery ขนาด 1,220 mAh ทาง โอลิมปัสเครมว่าสามารถใช้ถ่ายได้ 330 รูป แต่จากการออกไปใช้งานจริง พบว่าสามารถใช้งานได้เกิน ผมทดลองถ่ายครึ่งวันราวได้ 400 รูป แบตเตอรี่หมดไปเพียง 1 ขีด จาก 3 ขีด เท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ว่า หากไม่ได้ถ่ายหนักๆ ก็สามารถออกไปถ่ายได้ทั้งวันแบบสบายใจโดยไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างด้วยนะครับ
การใช้งาน Wi-Fi
Olympus PEN-F มีระบบ Wi-Fi ในตัว ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อกล้องเข้ากับสมาร์ทโฟน ผ่านแอพพลิเคชั่น Olympus Image Share เพื่อส่งภาพถ่ายไปยังสมาร์ทโฟน ใช้งานเป็นรีโมทควบคุมกล้อง ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น และ สามารถแชร์รูปที่ถ่ายจาก Olympus PEN-F ได้ทันใจ

รูปภาพตัวอย่างจาก Olympus PEN-F
- โทนสีของภาพปรับได้หลากหลาย ปรับได้ที่ Creative Dial ซึ่งได้ฟีลไปอีกแบบ
- เป็นกล้องที่หล่อมาก จนหลายคนบอกว่าเป็นกล้องที่หล่อที่สุดประจำปี 2016
- เมนูค่อนข้าง Friendly ใช้เวลาปรับตัวไม่นาน
- กันสั่นประสิทธิภาพดี แต่จะเห็นผลดีที่สุดเมื่อใช้ Silent Shutter
ข้อสังเกตุ
- ปุ่มเปิดปิด อยู่คนละฝั่งกับปุ่มชัดเตอร์ ทำให้ใช้ไม่สามารถควบคุมมือเดียวได้
- หากใส่กับเลนส์ Zoom ช่วงยาวๆ จะดูไม่เหมาะเท่าไหร่นัก
- ตัวกล้อง ไม่กันละอองน้ำและฝุ่น
- ชาร์จผ่าน Power Bank ไม่ได้

Olympus PEN-F เมื่อใส่กับเลนส์ 300 mm f/4
Conclusion
กล้อง Olympus PEN-F จากประสบการณ์ใช้งานมาราว 1 อาทิตย์พบว่าเป็นกล้องที่มีประสิทธิภาพกลางๆ เน้นไปที่หน้าตาที่ค่อนข้างหล่อ ยิ่งใช้ยิ่งหลง ใช้งานสนุก ด้วยระบบโฟกัสที่เร็ว กันสั่นที่พึ่งพาได้ Creative Dial ที่สามารถปรับ Tone รูปภาพได้แบบหลากหลาย
ฟังก์ชันที่ผมชอบมาก คือ Silent Shutter เพราะเหมาะกับการถ่าย Street อย่างมาก ทำให้ไม่รบกวนแบบมากนัก หรือทำให้แบบไม่รู้ตัว แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เห็นว่า EM1 Mark 2 ได้แก้ปัญหาตรงนี้ ในส่วนของ Rolling Shutter ไปแล้วก็ต้องมารอทดสอบกันอีกครั้งว่าเป็นจริงหรือไม่ ในส่วนอื่นๆที่ประทับใจคือ แบตเตอรี่ ผมถ่ายหนักมาก ทั้งวัน แบตเตอรี่ก็ยังไม่หมด ทั้งวันสามารถใช้งานก้อนเดียวได้สบาย ไม่ต้วงห่วง
เมนูกล้อง Olympus เหมือนจะยาก แต่พอใช้จริง มันรวม จัดระเบียบได้ดี ใช้เวลาทำให้คุ้นชินไม่นานนัก การจับถือภาพรวมทำได้ค่อนข้างโอเค หากใครจับไม่ถนัดทีมงานก็แนะนำให้ชื้อ Grip เพราะจับถนัดขึ้นเยอะ แต่ความหล่อก็ลดลงมากทีเดียว
ราคาเปิดออกมาที่ 47,990 บาท สำหรับ Body และ 59,990 บาท สำหรับ บอดี้ + Kits 17 mm f/1.8 หลายคนอาจจะบ่นว่าแพง ถ้าหากเทียบกับเทคโนโลยีของ Micro Four Third ที่ทำได้ และ ความหล่อของตัวกล้อง ราคาก็อยู่ในระดับที่โอเค แต่ก็ค่อนข้างสูงนิดนึง(ฮ่า)
วันนี้ขอลาไปก่อนครับ ขอขอบคุณ Olympus Imaging Thailand ที่ส่งกล้องมาให้รีวิว และ ทริปหัวหิน 2 วันหนึ่งคืนจากร้าน Zoom Camera ทำให้ได้ลอง Olympus Pen-F ในหลายๆสถานการณ์























































